สืบค้น


วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เจาะลึกคณะ..จิตวิทยา

ประโยชน์ของการบริหารจิต
พระราชสุทธิญาณมงคล
K00059
          คำว่า  ประโยชน์  หมายถึงสิ่งที่ดีที่ถูกและที่ควร  สิ่งใดก็ตามเป็นสิ่งที่ดีที่ถูกที่ควร  สิ่งนั้นเรียกว่าสิ่งมีประโยชน์  การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตามเป็นการกระทำที่ดีที่ถูกที่ควร  การกระทำสิ่งนั้นเป็นการกระทำเป็นประโยชน์  คำพูดใดเป็นคำพูดที่ดีที่ถูกที่ควร  คำพูดนั้นเป็นคำพูดมีประโยชน์  ความคิดใดเป็นความคิดไม่ดีไม่ถูกไม่ควร  ความคิดนั้นเป็นความคิดไม่เป็นประโยชน์  ในทางตรงกันข้าม  สิ่งใดก็ตาม  การกระทำใดก็ตาม  การพูดใดก็ตาม  ความคิดใดก็ตาม  เป็นไปในทางไม่ดี  ไม่ถูกไม่ควร  สิ่งนั้นเป็นต้น  เรียกว่าไร้ประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์  สิ่งของบางอย่างมีประโยชน์มากเมื่อนำไปใช้ในทางที่ดีที่ถูกที่ควร  แต่ถ้านำไปใช้ในทางไม่ดีไม่ถูกไม่ควรก็มีโทษมหาศาล  พอจะเข้าใจคำว่า  ประโยชน์กันแล้วซึ่งได้กล่าวในวงกว้างๆ
          ต่อไปคำว่า “บริหาร” หมายถึงกระบวนการการฝึก  อบรม  แนะนำ  สั่งสอน  ตักเตือน  ตัวอย่างเช่น  บริหารตน  คน  เวลา  เงิน  เป็นต้น  ตลอดจนถึงบริหารบ้านเมือง  ผู้บริหารต้องรู้เรื่องที่บริหาร  รู้หลักการบริหาร  รู้ประโยชน์ของการบริหาร  ตลอดถึงรู้จักปรับปรุงยืดหยุ่นการบริหาร  เช่น  การบริหารตนต้องมีหลักธรรม  โดยนิยมหลักคือพระบรมราโชวาท ๔ เป็นต้น  การบริหารบ้านเมืองต้องอาศัยหลักการปกครอง หลักเศรษฐศาสตร์  เป็นต้น  พอจะเข้าใจคำว่าบริหารกันแล้ว  แล้วก็คำว่า “จิต”  ที่จะกล่าวต่อไป
          คำว่า “จิต”  นี้เข้าใจยากหน่อย  เป็นธรรมชาตินึกคิดและรับอารมณ์  มีหลายชื่อ  เช่น  วิญญาณ  มโน  มนัส  หทัย  คนเราเกิดมาทุกคนมีขันธ์ ๕ ด้วยกันทั้งนั้น  คือ  รูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ, รูป  หมายถึง  สิ่งที่เห็นได้คลำสัมผัสได้  เคลื่อนไหวไปมาได้  ยืน เดิน นั่ง นอนได้  รูปนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า กาย  ส่วนเวทนา  ความรู้สึก  สัญญา  ความจำได้หมายรู้  สังขาร  ความปรุงแต่ง  วิญญาณ  ความรับรู้ ส่วนเหล่านี้เรียกว่าจิต  รวมทั้งสองอย่างเรียกว่า  “กาย กับ จิต”  คนเราทุกคนต้องมีกายและต้องมีจิต  ใครไม่มีทั้งสองนี้ไม่เรียกว่าคน  คำว่าคนในที่นี้  หมายถึงต้องมีกายกับจิต  กายมองเห็นได้ง่าย  จิตมองเห็นได้ยาก  แม้คำว่าสมองก็รวมลงในกาย

          คำว่า จิต  มีลักษณะต้องสังเกตจึงรู้ได้  ท่านกล่าวลักษณะอาการของจิตไว้ดังนี้
1.     ดิ้นรน        คือ   รับอารมณ์มีรูปและเสียง  เป็นต้น
2.     กวัดแกว่ง   คือ   ไม่หยุดอยู่กับที่คืออารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง
3.     รักษายาก  คือ   บังคับให้อยู่กับที่ได้ยาก
4.     ห้ามยาก    คือ   ป้องกันมิให้คิดได้ยาก
5.     ข่มยาก      คือ   ฝึกได้ยาก   ไม่ค่อยยอมให้ฝึก
6.     ไปเร็ว        คือ   คือเกิดดับเร็ว  ต้องค่อยจับค่อยกำหนดจึงรู้
7.     ไปตามอารมณ์    คือ   ชอบเรื่องใดคิดเรื่องนั้น  ไม่ชอบเรื่องใดก็คิดถึงเรื่องนั้น
8.     ไปได้ไกล   คือ   รับอารมณ์ในที่ไกลๆ ยากจะดึงกลับมาให้อยู่กับที่ได้
9.     อยู่ผู้เดียว   คือ   เกิดกับแต่ละวาระ
10. ไม่มีรูปร่าง  คือ   ไม่มีรูป  ไม่มีสี  ไม่มีสัณฐาน
11. มีที่อยู่คือถ้ำ คือ   ที่อยู่ในกายของเรานี่ที่เรียกว่าถ้ำ
          ที่กล่าวมานี้เป็นลักษณะอาการของจิต  ท่านก็คงพอจะทราบแล้ว  การบริหาร  ถ้าเป็นการบริหารกายเพื่อให้กายแข็งแรง  ต้องเคลื่อนไหวต้องออกกำลังกาย  เช่น  การวิ่ง  เดิน  ยืน  นั่ง  นอน  ทำบ่อยๆ ทำเป็นประจำ  จะทำให้ร่างกายแข็งแรง  มีสุขภาพกายดี  ส่วนการบริหารจิต  เป็นการบริหารจิตให้หยุดนิ่งอยู่กับที่  ทางศาสนาเรียกว่ามีอารมณ์เดียว  บังคับไม่ให้ดิ้นรนกวัดแกว่ง  ทำให้ความคิดอยู่กับที่นานๆ  ทำบ่อยๆ ฝึกบ่อยๆ  การทำการฝึกคือกำหนดลมหายใจให้กำหนดรู้ลม  ลมหายใจเข้า  ออก  ยาวหรือสั้น  ให้กำหนดรู้ทำได้ทุกเวลาทุกสมัย  เพราะมีลมหายใจด้วยกันทุกคน  จิตของผู้ที่ทำบ่อยๆ อย่างนี้  นานเข้ามีความชำนาญเมื่อได้รับการฝึกฝนแล้วจะเป็นจิตบริสุทธิ์  สะอาดผ่องใส  มีความตั้งมั่น  ไม่คลอนแคลน  เกิดความพร้อมคือพร้อมที่จะทำงานได้ตลอดเวลา  ทางศาสนาเรียกว่า
                                      ๑. ปริสุทธะ  คือ  จิตบริสุทธิ์
                                      ๒. สมาหิตะ  คือ  จิตตั้งมั่น
                                      ๓. กัมมนียะ  คือ  จิตมีความพร้อม


          ประโยชน์ของการบริหารจิต  ทำให้ผู้บริหารบ้านเมืองเกิดความรับผิดชอบขึ้น  มีสติ  สมาธิ  ปัญญา  รู้เห็นตามความเป็นจริง  ทันต่อเหตุการณ์  ทันต่อโลก  เกิดคุณธรรมประจำใจ  เช่น  บ้านเมืองต้องการให้ประหยัดเพราะน้ำมันแพง  ก็ต้องช่วยกันประหยัดทุกรูปแบบ  พ่อค้าแม่ขายก็จะไม่ขึ้นราคาโดยคอยฟังทางบ้านเมือง  มีสติระลึกได้อยู่เสมอ  ไม่เป็นคนประมาท  ไม่เป็นคนมักได้ไม่ถือโอกาส  ผู้บริหารจิตดีแล้วย่อมได้รับความสุข  ดังนี้
1.                 ทำให้หย่อนคลายความเครียด
2.                 ทำให้เกิดความผ่องใส  กายผ่องใส  จิตผ่องใส  มีความสงบเย็น
3.                 ทำให้เกิดประสิทธิภาพในการศึกษาเล่าเรียน  จำได้เร็ว  เข้าใจได้เร็ว
4.                 ทำให้มีความเมตตากรุณาเห็นอกเห็นใจผู้อื่นสัตว์อื่น
5.                 ทำให้มีสติ  สมาธิ  ปัญญา  อยู่กับตัวตลอดเวลา
6.                 ทำให้มีสัมปชัญญะ  รู้ตัวอยู่เสมอ
7.                 ทำให้มีจิตตั้งมั่น
8.                 ทำให้มีปัญญารอบรู้  รู้จักเหตุ  ผล  ตน  ประมาณ  กาล  บุคคล  ชุมชน
9.                 ช่วยให้ตนเองเกิดความมั่นคง
10.             ช่วยให้สำนึกในหน้าที่  ใครอยู่ในหน้าที่ไรก็ทำหน้าที่นั้นได้สมบูรณ์
11.             ช่วยให้ไม่ประมาทในชีวิต
          ทุกคนเกิดมาแล้วต้องตาย  มีบั้นปลายของชีวิตคือตาย  มีความตายเป็นที่สุด  มีความตายเป็นที่ไปเบื้องหน้า  ขณะที่เราอยู่ก็ขออยู่ให้สังคมพอใจ  ขณะที่เราไปก็ขอให้สังคมคิดถึง

วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2555

รักแม่ ค่ะ

บทเพลงให้กำลังใจในชีวิต

พฤติกรรมที่เกิดจากการเรียนรู้

พฤติกรรมที่เกิดจากการเรียนรู้
พฤติกรรมที่เกิดจากการเรียนรู้ (Learned behavior) เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นได้โดยอาศัยประสบการณ์หรือการเรียนรู้ของสัตว์ พฤติกรรมแบบส่วนนี้ส่วนใหญ่พบในสัตว์ชั้นสูงที่มีระบบประสาทที่เจริญดี แต่ในสัตว์ชั้นต่ำบางชนิดก็สามารถแสงดพฤติกรรมประเภทนี้ได้ พฤติกรรมประเภทนี้สามารถแบ่งย่อยออกเป็นแบบต่างๆได้ดังนี้
พฤติกรรมการเรียนรู้แบบแฮบบิชูเอชัน ( Habituation ) เป็นพฤติกรรมที่สัตว์หยุดตอบสนองต่อสิ่งเร้าเดิม แม้จะยังได้รับการกระตุ้นอยู่ เนื่องจากสัตว์เรียนรู้แล้วว่าสิ่งเร้านั้นไม่มีผลต่อการดำเนินชีวิตของตัวเอง เช่น
- การที่นกลดอัตราการบินหนีหุ่นไล่กา
- การเลิกแหงนมองตามเสียงเครื่องบินของสุนัขที่อาศัยอยู่แถวสนามบิน

ภาพ สุนัขและหมีคุ้นเคยกับคน
พฤติกรรมการเรียนรู้แบบมีเงื่อนไข ( Conditioning ) 
เป็นพฤติกรรมการตอบสนองสิ่งเร้าที่ไม่แท้จริงได้เช่นเดียวกับสิ่งเร้าที่แท้จริง เช่น
- การทดลองของ อีวาน พาฟลอฟ ( Ivan Pavlov ) นักสรีรวิทยาชาวรัสเซีย เป็นการทดลองว่า สุนัขหลั่งน้ำลายเมื่อได้ยินเสียงกระดิ่ง (สิ่งเร้าที่ไม่แท้จริง)
1. ก่อนการเรียนรู้ ให้อาหาร (สิ่งเร้าที่แท้จริง) สุนัขน้ำลายไหล
2. ระหว่างการเรียนรู้ ให้อาหาร (สิ่งเร้าที่แท้จริง) สุนัขน้ำลายไหล พร้อมสั่นกระดิ่ง (สิ่งเร้าที่ไม่แท้จริง)
3. หลังการเรียนรู้ สั่นกระดิ่ง (สิ่งเร้าที่ไม่แท้จริง) สุนัขน้ำลายไหล
- การฝึกสัตว์เลี้ยงที่บ้านให้แสนรู้ ฝึกสัตว์ไว้ใช้งาน ฝึกสัตว์แสดงละคร ล้วนมีพื้นฐานมาจากพฤติกรรมการเรียนรู้แบบมีเงื่อนไขทั้งสิ้น
ภาพ อีวาน พาฟลอฟ ( Ivan Pavlov )
ภาพ การทดลองพฤติกรรมการเรียนรู้แบบมีเงื่อนไข


พฤติกรรมการเรียนรู้แบบฝังใจ ( Imprinting ) เป็นพฤติกรรมที่ตอบสนองสิ่งเร้าในช่วงแรกของชีวิตด้วยการจดจำสิ่งเร้าต่างๆได้ เช่น
- การที่สัตว์ต่างๆ เดินตามแม่ เพราะเป็นสิ่งแรกที่เห็นเมื่อเกิดมาคือแม่
- ตัวอ่อนของแมลงหวี่ที่ฟักออกมาจากไข่จะผูกพักกับกลิ่นของพืชที่แม่แมลงหวี่วางไข่ไว้ และเมื่อโตขึ้นเต็มวัยก็จะมาวางไข่บนพืชชนิดนั้น
- ปลาแซลมอนจะฝังใจต่อกลิ่นที่ได้สัมผัสเมื่อออกจากไข่ เมื่อโตขึ้นถึงช่วงวางไข่ก็จะว่ายทวนน้ำกลับไปวางไข่ยังบริเวณแหล่งน้ำจืดที่เคยฟักออกจากไข่
ภาพ:: ลูกเป็ดเดินตามแม่ตนเองตามธรรมชาติ


ภาพ:: การฝังใจของลูกสัตว์ที่คิดว่าคนคือพ่อแม่ของตนจึง
เดินตามพวกเขาตลอดเวลา
พฤติกรรมการเรียนรู้แบบลองผิดลองถูก ( Trial and Error ) 
เป็นพฤติกรรมที่แสดงออกโดยการให้สัตว์มีการทดลองก่อน โดยไม่รู้ว่าผลดีหรือไม่ ผลของการตอบสนองจะทำให้สัตว์เกิดการเรียนรู้ที่เลือกตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่เป็นผลดีหรือพอใจเท่านั้น
- การเดินในทางวกวนไปหาอาหารของหนู และหนูสามารถเดินทางไปหาอาหารและหาทางออกได้ในระยะเวลาอันสั้น หลังจากที่ได้ทดลองเดินมาก่อน
- การเลือกทางเดินของไส้เดือนที่อยู่ในกล่องรูปตัว T โดยมีด้านหนึ่งที่มืดและชื้น กับอีกด้านหนึ่งที่มีกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ซึ่งไส้เดือนที่ผ่านการฝึกมาแล้ว จะสามารถเลือกทางที่ถูกต้องได้ถึงประมาณร้อยละ 90
- เด็กเอามือไปจับยากันยุงที่ร้อน เมื่อเกิดการเรียนรู้จะไม่ทำพฤติกรรมเช่นนี้อีก

       ภาพ การทดลองพฤติกรรมการลองถูกลองผิด


พฤติกรรมการเรียนรู้แบบใช้เหตุผล ( Reasoning ) เป็นพฤติกรรมที่แสงดออกโดยใช้สติปัญญาในการแก้ปัญหาต่างๆ โดยไม่ต้องทดลองทำ ซึ่งเป็นการใช้ประสบการณ์หลายอย่างในอดีตมาช่วยในการแก้ปัญหาสถานการณ์ใหม่ในครั้งแรก เช่น
- การทดลองของโคเลอร์ ( W. Kohler ) เกี่ยวกับการแก้ปัญหาของลิงชิมแพนซี
- การใช้เหตุผลของคนในการแก้ปัญหาต่างๆ
ภาพ พฤติกรรมการใช้เหตุผลของลิง


อ้างอิงจาก http://www.e-learning.sg.or.th/act5_3/content5.htm

จัดทำโดย:: ครูนันทนา สำเภา โรงเรียนปทุมราชวงศา อำเภอปทุมราช จังหวัดอำนาจเจริญ

ทฤษฏีการเรียนรู้ สกินเนอร์

ทฤษฎีการเรียนรู้ของ D.F. Skinner


ทฤษฎีการวางเงื่อนไขด้วยการกระทำทฤษฎีการวางเงื่อนไขด้วยการกระทำ (Operant Conditioning Theory) เกิดขึ้นโดยมีแนวความคิด ของสกินเนอร์ (D.F. Skinner) ในสมัยของสกินเนอร์ ปี 1950 สหรัฐอเมริกาได้เกิดวิกฤติการการขาดแคลนครูที่มีประสิทธิภาพเขาจึงได้คิดเครื่องมือช่วยสอนขึ้นมาเพื่อปรับปรุงให้ระบบการศึกษามีประสิทธิภาพ เครื่องมือที่คิดขึ้นมาสำเร็จเรียกว่าบทเรียนสำเร็จรูป หรือการสอนแบบโปรแกรม(Program Instruction or Program Learning) และเครื่องมือช่วยในการสอน (Teaching Machine) เป็นที่นิยมแพร่หลายจนถึงปัจจุบัน

หลักการเรียนรู้ทฤษฎี สกินเนอร์ (Skinner) กับทฤษฏีการวางเงื่อนไขแบบการกระทำ (Operant Conditioning) โดยจากแนวความคิดที่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นสิ่งก่อให้เกิดพฤติกรรม และผลของการกระทำของพฤติกรรมนั้นโดยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมนั้น ทฤษฏีนี้เน้นการกระทำของผู้ที่เรียนรู้มากกว่าสิ่งที่ผู้สอนกำหนดขึ้น ดังจะเห็นได้จากแผนภาพนี้
A คือสภาพแวดล้อม
S คือสิ่งเร้า
R คือการตอบสนอง
C คือผลกรรมที่มีผลต่อพฤติกรรมที่เกอดขึ้นโดยที่
C+ เป็นผลกรรมที่ผู้กระทำพึงพอใจ
C- เป็นผลกรรมที่ผู้กระทำไม่พึงพอใจ
จากแผนภาพ จะเห็นได้ว่า ในสภาพแวดล้อมมีสิ่งเร้าที่ทำให้ผู้กระทำแสดงพฤติกรรมออกมา ซึ่งพฤติกรรมนั้น จะมีผลกรรมตามมาและผลกรรมนั้นทำให้อาจจะเพิ่มขึ้นหรือระดับคงที่หรือลดลง ทั้งนี้ขึ้น
อยู่กับว่าถ้าเป็นผลกรรมพึงพอใจหรือไม่พึงพอใจ

ขั้นตอนการทดลองของสกินเนอร์

ขั้นที่ 1 เตรียมการทดลอง ทำให้หนูหิวมาก ๆ เพื่อสร้างแรงขับ (Drive) ทำให้เกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นแนวทางที่จะผลักดันให้แสดงพฤติกรรมการเรียนรู้ได้เร็วขึ้น อย่างไรก็ตามก็ต้องให้หนูคุ้นเคยกับกล่องของ
สกินเนอร์
ขั้นที่ 2 ขั้นการทดลองเมื่อหนูหิวมาก ๆ สกินเนอร์ปล่อยหนูเข้าไปในกล่องสกินเนอร์ หนูจะวิ่ง
เปะปะและแสดงอาการต่าง ๆ เช่น การวิ่งไปรอบ ๆ กล่อง การกัดแทะสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในกล่องซึ่งหนูอาจ
จะไปแตะลงบนคานที่มีอาหารซ่อนไว้ หนูก็จะได้อาหารกินจนอิ่มและสกินเนอร์สังเกตเห็นว่า ทุกครั้ง
ที่หนูหิวจะใช้เท้าหน้ากดลงไปบนคานเสมอ
ขั้นที่ 3 ขั้นทดสอบการเรียนรู้สกินเนอร์จะจับหนูเข้าไปในกล่องอีก หนูจะกดคานทันที แสดงว่า
หนูเกิดการเรียนรู้แล้วว่า การกดคานจะทำให้ได้กินอาหาร
สรุปจากการทดลองนี้แสดงว่า การเรียนรู้ที่ดีจะต้องมีการเสริมแรง 

กฎแห่งการเรียนรู้
กฎการเรียนรู้ของสกินเนอร์ก็คือ กฎการเสริมแรง ซึ่งมีอยู่ 2 เรื่อง คือ
1. ตารางกำหนดการเสริมแรง (Schedule of Reinforcement) เป็นการใช้กฎเกณฑ์บางอย่าง
เช่น เวลาพฤติกรรม เป็นตัวกำหนดในการเสริมแรง
2.อัตราการตอบสนอง (Response Rate) เป็นการตอบสนองที่เกิดขึ้นจากการเสริมแรงต่าง ๆ ซึ่งเกิดขึ้นมากน้อยและนานคงทนถาวรเท่าใด ย่อมแล้วแต่ตารางกำหนดการเสริมแรงนั้น ๆ เช่น
ตารางกำหนดการเสริมแรงบางอย่าง ทำให้มีอัตราการตอบสอนงมากและบางอย่างมีอัตราการตอบสนองน้อยเป็นต้น
การนำไปใช้ในการเรียนการสอน1. การใช้กฎการเรียนรู้ กฎที่ 1 คือกฎการเสริมแรงทันทีทันใดมักใช้เมื่อต้องการให้ผู้เรียนเกิด
การเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เช่นทึกครั้งที่ผู้เรียนตอบคำถามถูก ครูจะรีบเสริมแรงทันที อาจเป็นคำชม เครื่องหมายรูปดาว เป็นต้น ซึ่งเหมาะในการใช้กับเด็กเล็ก เช่น ชั้นอนุบาล ประถม ส่วนกฎที่ 2 คือกฎ
การเสริมแรงเป็นครั้งเป็นคราวมักใช้เมื่อต้องการให้ผู้เรียนรู้เกิดการเรียนรู้นานต่อไปเรื่อย ๆ แล้วแต่จะ
เหมาะสมของผู้เรียน และโอกาสที่จะใช้ซึ่งเหมาะสมสำหรับเด็กโต เป็นต้น
2. บทเรียนสำเร็จรูป (Programmed Learning) บทเรียนสำเร็จเริ่มขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1954 จากแนว
ความคิดของสกินเนอร์ จากทฤษฎีการวางเงื่อนไขในห้องเรียน ผู้เรียนแต่ละคนได้รับการเสริมแรงน้อย
และยังห่างจากเวลาที่แสดงพฤติกรรม เป็นเวลานานเกินไปจนขาดประสิทธิภาพเพื่อแก้ไขปัญหานี้เขาจึง
เสนอบทเรียนสำเร็จรูป โดยมีจุดประสงค์ว่าผู้เรียนจะได้รับการเสริมแรงทันทีที่แสดงพฤติกรรมที่ถูกต้อง
บทเรียนจะแบ่งเนื้อหาเป็นหน่วยและข้อย่อย ๆ มี 2 ลักษณะ คือ
2.1 การจัดเรียงบทเรียนเป็นเส้นตรง (Linear Programming) ลำดับขั้นของบทเรียนจากง่ายไปยาก
โดยเริ่มจากหน่วยแรกไปเรื่อยตามลำดับโดยถือว่าการเรียนขั้นแรกเป็นพื้นฐานของขั้นตอนต่อไปและมีคำถาม
ในลักษณะเติมคำในช่องว่างให้ผู้เรียนตอบ มีคำเฉลยไว้ก่อนเมื่อตอบแล้วจึงเปิดดู เหมาะสำหรับวิชาที่เรียงตามลำดับขั้นตอน
2.2 บทเรียนที่มีเป็นตอน (Branching Programming) เป็นบทเรียนที่ผู้เรียนมีโอกาสทีได้รับคำอธิบายเพิ่มเติมในกรณีที่ตอบคำถาไม่ถูก ส่วนวิธีเรียนก็เรียงจากง่ายไปยากแต่ลักษณะคำถามจะเป็นแบบเลือกตอบ (Multiple Choice) เมื่อผู้เรียนตอบคำถามหมดแล้วจึงพลิกไปดูคำเฉลย
2.3 การปรับพฤติกรรม (Behavior Modification) คือการปรุงแต่งพฤติกรรมให้เป็นไปในทิศทางที่ต้องการซึ่งมี 3 ลักษณะคือ
2.3.1 การเพิ่มพฤติกรรมหรือคงพฤติกรรมเดิมที่เหมาะสมไว้
2.3.2 การสร้างเสริมพฤติกรรมใหม่
2.3.3 การลดพฤติกรรม
2.4 การสอนวิธีการพูด หรือที่เรียกว่าพฤติกรรมทางวาจา (Verbal Behavior) สกินเนอร์ได้ผลิตเครื่องบันทึกเสียงขึ้นในปี ค.ศ. 1963 เพื่อใช้ฟังเสียง การอ่านการพูดซึ่งเป็นประโยชน์มากในวงการด้านภาษา เข้ากล่าวว่า ภาษาพูดเกิดขึ้นจากการเรียนรู้เมื่อได้รับการเสริมแรง

ลักษณะของบุคลิกภาพที่ดี

                                      ลักษณะของผู้มีบุคลิกภาพที่ดี 
1.  ความสามารถในารรับรู้เข้าใจสภาพความจริงอย่างถูกต้อง    
      คุณสมบัติข้อนี้เป็นคุณสมบัติที่สำคัญเบื้องแรกของผู้มีสุขภาพจิตที่ดีที่สมบูรณ์ การไม่เข้าใจและรับรู้สภาพความจริง หรือการบิดเบือนความจริง มักจะนำไปสู่ความผิดปกติทางจิตได้บุคคลที่มีสุขาพจิตที่สมบูรณ์ ควรจะมีความสามารถในการรับรู้และเข้าใจสภาพความจริง ทั้งภายนอกและภายในอย่างถูกต้องถ่องแท้ตามสภาพของมัน โดนไม่บิดเบือนความจริง ด้วยความต้องการหรือความรู้สึกส่วนตัว
2.  การแสดงอารมณ์มนลักษณะและขอบเขตที่เหมาะสม
        การมีอารมณ์ลักษณะที่สมเหตุสมผลกับความตริง และเหมาะสมกับสถานการณ์ เช่น การสูญเสียบุคคลที่เรารักใคร่ ย่อมทำให้เกิดอารมณ์เศร้าเสียใจ ผู้ที่มีสุขภาพจิตดียังสามารถควบคุมอารมณ์ได้อย่างเหมาะสม ซึ่งทั้งนี้มิได้หมายถึงการอดกลั้นอามรมณ์เกินขนาด จนถึงขั้นไม่ปฏิบัติภารกิจตามปกติประจำได้ การควบคุมอารมณมากเกินไป มีผลร้ายต่อจิตใจ
3.  ความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม
       คนเราเกิดมาแล้วไม่าสามารถอยู่ตามลำพังได้ แต่จะต้องเริ่มพึ่งพาและเกาะเกี่ยวผู้ใหญ่ตั้งแต่แรกเกดิ ตลอดชีวิตของคนเราต้องมีความสัมพันธ์กับผู้อื่น เพื่อความสุขส่วนตัว และเพื่อสวัสดิภาพอันดีของมวลมนุษย์ ในแง่สุขภาพจิต ความสัมพันธ์ทางสังคม เน้นหนักไปในด้านสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับผู้อื่น มากกว่าที่จะเน้นความสัมพันธ์ของมวลมนุษย์ในวงกว้าง
ทั้งนี้หมายถึงความสามารถ 3 ประการ คือ
3.1  ความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ สนิทสนมมากกว่าคนรู้จักตามปกติอและมีส่วนร่วมในสังคม
3.2  ความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ ในการแสวงหาความสัมพันธ์กับผู้อื่น เช่น การได้รับความยกย่องชื่อสียง
3.3  ความสามารถในการสร้างควาามรักและความนับถือกันและกัน  ความสัมพันธ์ดังกล่าวปราศจากความเสแสร้ง และการดูหมิ่นเหยียดหยาม หรือการตักตวงโฉยโอกาส
4.  ความสามารถในการทำงานที่อำนวยคุณประโยชน์
      การตระหนักถึงคุณค่าของการทำงาน และความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่การงานที่ให้คุณประโยชน์ เป็นคุณลักษณะสำคัญอีกด้านหนึ่งของสุขภาพจิตที่ดี คนเราจำเป็นต้องเลือกอาชีพ และประกอบอาชีพการงานที่ตนถนัดเต็มความสามารถ ทั้งนี้เพื่อให้ได้มาซึ่งการยกย่องนับถือจากผู้อื่น และความเชื่อมั่นและเคารพตนเอง
5.  ความรักและความต้องการทางเพศ
      นักสุขภาพจิตมีความเห็นพ้องในแง่ที่ว่า ในเรื่องความรัก และความต้องการทางเพศนี้ ความรักใคร่ผูกพันมีความสำคัญยิ่งกว่าความใคร่ทางเพศ ความใคร่เป็นเพียงส่วนประกอบด้านหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์เท่านั้น
6.  ความสามารถในการพัฒนาตน
       เกี่ยวกับตนนี้ มีสิ่งที่ควรเข้าใจ 2 ประการ คือประการแรก ตนมี 2 รูป รูปหนึ่ง คือ ตนที่แท้จริง และ อีกรูปหนึ่ง คือ ตนที่แสดงออกต่อผู้อื่น ในแง่สุขภาพจิตถือว่าความสามารถในการผสมผสานตนทั้ง สองเข้าด้วยกันเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ในการปฏิบัติตนตามบทบาทที่สังคมกำหนดนี้ บางครั้งคนเราเกิดความรู้สึกขัดขืน ซึ่งหมายความว่า การที่จะปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้อื่น ก็กระทบกระเทือนสวัสดิภาพและความปลอดภัยของตนเองในสังคม

ที่มา : นางสาวนงคราญ  ดงเย็น  นางสาวสุพัตรา ยศตื้อ  นางสาวแสงอรุณ สันวงค์